Recycle Bin IDEA

When we keep our ideas in the trash.

ปั่นจักรยานขึ้นดอยสุเทพ

(บทความนี้ย้ายมากจาก ourmun.com ก่อนปรับปรุงใหม่ครับ)
สำหรับผู้ที่ได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งท่องเที่ยวหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปมากที่สุดแห่งหนึ่งก็คือ “พระธาตุดอยสุเทพ” วันนี้ผมมีทริปแนะนำหนึ่งที่น่าสนใจและดูบ้าดีนั่นก็คือ “การปั่นจักรยานขึ้นดอยสุเทพ” ซึ่งผมได้ลองมาแล้ว ขอบอกว่า สนุกและมันมาก ผมเชื่อว่า หากใครได้ลองแล้วจะประทับใจไม่รู้ลืมเลยครับ ว่าแล้ว เราลองไปดูกันเเลยดีกว่าครับ

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณน้องเมษ์ ที่ให้ยืมจักรยานเสือภูเขามาให้ใช้ 3-4 วัน ผมก็เริ่มทำการทดสอบสมรถภาพของตัวเองก่อน เพราะคิดว่า การปั่นจักรยานขึ้นดอยมันเป็นเรื่องที่ต้องใช้แรงไม่น้อยเลยทีเดียว หากไม่ฟิตพอ อาจจะตกเขาตายเอาก็ได้ 555 ผมเลยวางแผนไว้เป็น 2 วันแรก ปั่นจักรยานในเขตคูเมืองทั้งรอบในและรอบนอก รวมทั้งเส้นซูเปอร์ไฮเวย์ และเส้นชลประทาน ซึ่งการปั่นก็เป็นไปได้ด้วยดี

พอวันที่ 3 ผมเริ่มออกจากที่พักตอนประมาณ 11 โมง แถวโรบินสันแอร์พอร์ท ค่อยๆ ปั่นไปตามถนนสุเทพ ก่อนเลี้ยวเข้าถนนชลประทาน ก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายขึ้นดอยสุเทพครับ

(หมายเหตุ ผมใช้กล้องมือถือในการบันทึกภาพนะครับ อาจจะไม่ชัดเหมือนของโปรนะครับ)

สภาพอากาศก่อนขึ้นดอยสุเทพครับ มีหมอกปกคลุมยอดดอยครับ อากาศเย็นสบายมาก (เวลานี้ตอนใกล้เที่ยงแล้วนะครับ)

 

 


ผ่านหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

 


สระน้ำข้างๆ ม.ช. สวยมาก จนต้องแอบลงไปถ่าย (รูป)

 

 


ทางขึ้นก่อนขึ้นดอยสุเทพครับ

 

 


ผ่านสวนสัตว์เชียงใหม่ เนื่องจากหลินปิงติดประชุม เลยไม่ได้เข้าพบครับ

 

 


เริ่มขึ้นตอยแล้วววว

 

 


จุดแรก อนุสาวรีย์ ครูบาศรีวิชัย

 

พอปั่นไปประมาณ 500 เมตร เริ่มคิดในใจว่า “คิดผิดไปรึเปล่าว่ะ(กรู)” เพราะการปั่นขึ้นเนินมันกินแรงมากกว่าที่คิด ผมค่อยปรับเกียร์เป็นแบบต่ำที่สุดครับ

 

ภาพแรกหลังจากปั่นไปได้ไม่กี่ร้อยเมตร

 


โค้งวิวสวยๆ ขอเก็บภาพไว้หน่อย

 

 


วัดผาลาด มาถึงจุดนี้ขาเริ่มแข็งแล้ว (ผ่านมาได้นิดเดียวเอง)

 

 


โค้งที่ดูร่มรื่นเลยอดจอดรถเก็บภาพไว้สักนิ้ดดด

 

 


อุปกรณ์ดับไฟป่าที่ดู “เท่ห์” มาก :)

 

 


จุดแรกที่เห็นเมืองเชียงใหม่ (ก่อนถึงจุดชมวิวหลัก)

 


ตรงนี้มีดินถล่มครับ เจ้าหน้าที่กำลังซ่อมแซมอยู่ ใครขับรถไปก็ระมัดระวังหน่อยนะครับ

 

 


จุดชมวิว (จริงๆ)


กาแฟแถวนั้นกับวิวเมืองเชียงใหม่จากมุมสูง

 

 


ลุงคนขายกาแฟครับ อยากจะบอกลุงว่า รสชาติกาแฟของลุงนั้น อย่างกับ “เอาไม้ดีดปาก” เลยทีเดียว

 

 


โค้งสวยๆ ที่มองไม่เคยเห็นเมื่อตอนขับรถยนต์มา

 


หอดูดาวสิรินธร

 

 


อีกสามกิโลเอ๊งงง….

 

 


วิวเมือง (ใกล้จะถึงแล้ววว)

 

 


น้ำตก ห้วยรับเสต็จ

 


ป้ายต้อนรับ (เนื่องจากกล้องมือถือมันถ่ายพาโนรามาไม่ได้ เลยได้แค่นี้แหละ)

 


โค้งอันลาดชันก่อนถึงดอยสุเทพ (ตอนนี้ขาสั่นพั่บๆ แล้ว)

 

 


จะถึงแล้ว ตอนนี้ยอมรับว่า ปั่นไม่ไหวแล้ว กำลังลากจักรยานไป ถ่ายรูปไป


ในที่สุดก็ถึงจนได้ครับ (หมดน้ำดื่มไปขวดครึ่ง)

ผมใช้เวลาในการปั่นทั้งหมด 2 ชั่วโมง โดยปั่นไป ถ่ายรูปไป พักไปด้วย

ถ้าใครอยากจะหาประสบการณ์สนุกๆ แบบนี้ อย่าลืมลองดูนะครับ

 

 


ของแถมตอนท้าย ตอนผมปั่นขึ้นมา เจอชาวญี่ปุ่นใช้จักรยานคันในรูปปั่นขึ้นมาด้วย แถมปั่นมาจนถึงดอยสุเทพได้ด้วย เอากับเขาสิ

ไว้ผมจะนำรูปในพระธาตุดอยสุเทพมาแบ่งปันกับอีกนะครับ

ซื้อของเผื่อใช้

วันนี้ผมนึกถึงเรื่องของอย่างหนึ่งที่ผมและภรรยาซื้อมาเพราะคิดว่า “เราควรจะต้องมี” นั่นก็คือ กล้องถ่ายรูป ครับ

บ้านเราเป็นบ้านที่แปลกอย่างหนึ่งคือ ชอบเที่ยวไปไหนต่อไหน แต่ไม่เคยได้ถ่ายรูปเก็บกลับมาเลย เพราะไม่มีกล้องถ่ายรูป!!

อย่างดีหน่อยก็ถ่ายรูปด้วยกล้องจากโทรศัพท์มือถือ

การเข้าร้านอัดรูปเป็นอะไรที่ห่างหายไปจากชีวิตหลายปีแล้ว เรียกได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เข้าก็น่าจะเป็นตอนไปอัดรูปตอนงานแต่งนะครับ

เราสองคนก็เลยคิดกันว่า “เราน่าจะมีกล้องถ่ายรูป (แบบเป็นจริงเป็นจัง)สักทีนะ”

สาเหตุที่เมื่อก่อนเราไม่ได้สนใจซื้อ เพราะเราคิดว่ามันไม่จำเป็น

แต่การซื้อครั้งนี้เรามองกันว่า “อาจจะต้องมีโอกาสได้ใช้” จึงตัดสินใจซื้อกัน

เมื่อซื้อมาแล้วปรากฎว่า เราได้ใช้กันอยู่แค่ครั้งสองครั้งเท่านั้น

พอมานั่งคิดก็เลยคิดว่า หลายครั้งเราซื้อของมาเพราะเหตุผลที่่ว่า “เผื่อเราจะได้ใช้”

เราจะมีเหตุผลที่รองรับความเห็นของเรามากก่อนซื้อ และเรามักจะไม่ค่อยนึกถึงเหตุผลที่เราซื้อมาเมื่อตอนได้มันมาแล้ว

แล้วคุณล่ะครับ มีของที่คุณคิดว่า คุณน่าจะต้องใช้หรือเปล่าครับ :)

ว่าด้วยเรื่อง “ห้ามถ่ายรูป”

วันนี้ผมได้มีโอกาสไปเดินเล่นที่ถนนคนเดิน ประตูท่าแพ ที่จังหวัดเชียงใหม่ (ขอท้าวความสักนิดว่า ทุกวันอาทิตย์ช่วงประมาณตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงห้าทุ่ม เชียงใหม่จะมีตลาดคนเดิน จากประตูท่าแพไปจนถึงหน้าวัดพระสิงห์ครับ) ผมมันก็พวกชอบเดิน (แต่ไม่ช้อป) อยู่แล้ว ก็เลยได้โอกาสเดินชิวๆ คนเดียว

 

โดยทั่วไปแล้วถนนคนเดินท่าแพนี้ก็จะมีของขายหลายอย่าง เช่นของกิน ของใช้ แต่ที่เยอะเป็นพิเศษคือ “ของที่ระลึก” ซึ่งมีของขายหลายอย่างมาก จนบางทีก็นึกไม่ออกว่า ยังมีของที่ระลึกประเภทไหนบ้างไหมที่ยังไม่มีขายที่ตลาดแห่งนี้

หลังจากการเดินแบบสบายๆ สักระยะหนึ่ง ผมสังเกตเห็นอย่างหนึ่งก็คือ บางร้านที่ขายของที่ระลึกจะมีป้าย “ห้ามถ่ายรูป (No Photo)” อย่างชัดเจน (ขอย้ำว่า บางร้านแต่ก็มีพอสมควรเลยทีเดียว) และผมก็สังเกตอะไรบ้างอย่าง (อาจจะไม่ถูกต้องซะทีเดียวนะครับ เพราะมันคือความเห็นส่วนตัว

  1. ร้านที่มีป้ายห้ามถ่ายรูปส่วนใหญ่ มักจะขายของที่ระลึก
  2. และร้านที่ขายของระลึกนั้น มักจะเป็นของที่ทำเองขึ้นมากับมือ (ฝรั่งเรียกว่า Handmade ส่วนคนไทยก็เรียกว่า แฮนเมด )
  3. มีความรู้สึกว่าร้านไหนมีป้ายนี้  หน้าคนขายร้านนั้นมักจะไม่ค่อยรับแขกนะ (จะเข้าไปถามก็กลัวโดนเตะ)
  4. ผมรู้สึกว่า เหมือนมีอะไรบางๆ มันคั่นอยู่ เมื่อเทียบกับร้านที่ไม่มีป้ายห้ามถ่ายรูปนี้

 

บางร้านก็ดีหน่อย ให้ถ่ายได้ แต่ถ้าถ่ายแล้ว ก็ช่วยบริจาคเงินสมทบทุนกันหน่อย

แต่พอลองพยายามคิดกลับกัน ในมุมมองของเจ้าของร้านเหล่านี้ ก็น่าจะออกมาเป็นอย่างนี้

  1. กลัวพวกที่ถ่ายรูปไป จะเอาไปก๊อป (ก็เป็นได้)
  2. เจอแต่พวกถ่ายอย่างเดียว ไม่เคยซื้อ
  3. เกะกะหน้าร้าน
  4. อาจจะเคยเจอรูปสินค้าของตัวเองในที่ต่างๆ แต่ไม่ค่อยระบุที่มา (ถ่ายแล้วก็ช่วยโปรโมทร้านกรูหน่อยเหอะ)

 

พอคิดอย่างนี้ก็เลยพอเข้าใจหัวอกพ่อค้าแม่ขายขึ้นมานิดนึงเลยครับ

 

แว่บหนึ่งผมคิดขึ้นมาว่า “ถ้าเราเป็นเจ้าของล่ะ จะทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์จากปัญหาเหล่านี้”

อาจจะทำป้ายว่า “ถ่ายรูปได้ แต่ช่วยถ่ายให้ติดชื่อร้านหรือเว็บไซต์ร้าน (หรือ Facebook ร้านก็ได้)”

หรือติดป้ายว่า “กรุณาถ่ายให้ติดหน้าเจ้าของร้านด้วยนะจ้ะ”

หรือแบ่งโซนไปเลยว่า โซนนี้ถ่ายได้ โซนนี้(ขอร้องว่า) อย่าถ่าย

หรือ…

 

แล้วคุณล่ะครับ ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้าน คุณจะมัดใจคนชอบถ่ายรูปเหล่านี้ได้อย่างไร? 

(เรื่องเล่าของผม) “คุณเคยตามหา(แอบ)รักครั้งแรกไหมครับ?”

คิดอยู่พักใหญ่ๆ ว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นความลับอะไร แต่มันเป็นแค่ความทรงจำที่ดีทุกครั้งที่ได้นึกถึง

(ปล. เรื่องจริงทั้งหมด แต่ขอแค่เซ็นเซอร์ชื่อเอาไว้ก่อน :) )

ความรักครั้งแรกของผมเกิดขึ้นเมื่อตอน ม.2 ผมเข้าใจว่านั่นคือ “รักครั้งแรก” ของผม

เธอเป็นรุ่นพี่อยู่ ม.4 ผมยาว ผิวขาว หน้าตาน่ารักมาก เรียนก็เก่ง (เกรดเฉลี่ย 3.98)

เรา ได้พบกันตอนที่ทางโรงเรียนจัดกิจกรรมผู้นำแต่ละชั้น ผมก็ไม่ได้เป็นคนเก่งอะไร แต่ก็ได้เข้าร่วม (จำไม่ได้จริงๆ สงสัยตอนนั้นคงจะหน้าด้านขอไปเข้ามั้ง)

ระยะเวลาการทำกิจกรรมสั้นๆ แค่ 3 วัน แต่ผมกลับรู้สึกมีความสุขมากมายเหลือเกิน

ตอนนั้นเธอก็คงมองผมเหมือนรุ่นน้องคนนึง ผมมันก็พวกเจียมตัวซะด้วย + เป็นคนขึ้อายซะเหลือเกิน

พอ จบจากกิจกรรมนั้น ผมก็จะคอยแอบไปเฝ้าดูเธอตอนพัก แต่ไม่กล้าที่จะไปคุยกับเธอ บางครั้งเราก็เจอกัน ณ มุมใดมุมหนึ่งของโรงเรียนโดยบังเอิญ

แต่ผมก็จะคุยทักทายประมาณแค่คำสองคำ แล้วก็รีบเดินจากไป (เพราะอายมาก) ทั้งๆ ที่อยากจะพูดอยากจะคุยด้วยทั้งวัน

สาเหตุของการจบการสนทนาในแต่ละครั้งอย่างรวดเร็ว เพราะเธอ “ยิ้ม” ครับ

ณ วันนี้ผมยังจำรอยยิ้มอันแสนประทับใจของเธอได้ไม่เคยลืมครับ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ผมคอยแอบมองเธอทุกครั้ง เพราะจะรู้สึกตัวเองมีความสุขมากที่ได้เจอ และรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชายที่โชคดีมาก ที่ได้รู้จักเธอ

คุณเชื่อไหมว่า ผมคอยแอบมองและทำฟอร์มเจอกันโดยบังเอิญอย่างนี้อยู่ 2 ปี (ตั้งแต่ผมอยู่ ม.2- ม.4 และเธออยู่ ม.4-ม.6)

อย่า ถามเลยว่า ความคืบหน้าเป็นอย่างไร ผมมันเป็นคนขึ้อาย เกินกว่าที่จะได้บอกความในใจกับเธอ เพราะหลายๆ อย่างที่รู้สึกว่า เราแตกต่างกันเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น

หน้าตา (เธอหน้าตาดีกว่า)
การเรียน (เธอก็เรียนเก่งกว่า)
อายุ (เธอก็เป็นพี่ผม 2 ปี)

ทำให้ผมเจียมตัวว่า ยังไง ผมกับเธอก็คงไม่มีวันได้คู่กันแน่

และ วันสุดท้ายของการจบการศึกษา ม.6 ของเธอ ผมก็ไม่กล้าแม้แต่จะบอกความในใจกับเธอ (และรู้สึกเสียใจไปเป็นเวลานาน…) โอ้ รักครั้งแรกของผม…..

หลังจากนั้นผมก็พยายามหาทางติดต่อเพื่ออยากจะรู้ข่าวคราวของเธอ แต่ไม่เคยติดต่อได้เลย

เวลาผ่านไป 18 ปี…..

คืนนี้ผมนึกถึงเธอขึ้นมาอึกครั้งหนึ่ง ผมค่อยๆ รวบรวมความทรงจำที่มีทั้งหมด ค้นหาเธอผ่านโลกอินเทอร์เน็ต โดยพยามใช้ทุกวิถึทาง

ผ่านไปสองชั่วโมง ผมเริ่มรู้สึกถอดใจ แวบหนึ่งผมนึกถึง Facebook รีบพิมพ์ชื่อนามสกุลของเธอไปทันที

…….ไม่เจอ

ผมก็เลยคิดว่า “เธอน่าจะแต่งงานไปแล้ว เพราะฉะนั้น นามสกุลของเธอก็ไม่เหมือนเดิมแน่ ถ้าหาแต่ชื่ออย่างเดียว ชาตินี้ก็คงไม่เจอ”

แต่ความทรงจำลางๆ จำได้ว่า เธอมีน้องชายอยู่คนหนึ่ง และผมเชื่อว่า อย่างไรก็ตาม ผู้ชายจะไม่เปลี่ยนนามสกุลแน่นอน

ไวเท่าความคิด ผมพิมพ์นามสกุล(เป็นภาษาอังกฤษ) โป๊ะเชะ เจอจนได้ FB ของน้องชายเธอ

ต่อมาผม ไล่ดูรายชื่อเพื่อนของน้องชายเธอ โดยหวังว่า ขอให้มีชื่อของเธอ อย่าใช้นามแฝงเลย……….

ในที่สุดผมก็เจอเธออีกครั้งหนึ่งจนได้ผ่านทางรูปประจำตัวของเธอ

เธอยังคงมีแววตาที่เหมือนกับแววตาที่อยู่ในความทรงจำของผม แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้วก็ตาม

ตอน นี้เธอมีลูกสามคนแล้ว ผมค่อยๆ คลิ้กไปที่ปุ่ม “เพิ่มเป็นเพื่อน” และแอบหวังไว้ว่า เธอจะเปิด Facebook ในวันพรุ่งนี้และตกลงรับผมเป็นเพื่อน….. :)

อัพเดทเพิ่มเติม
- สงสัยเธอคงยังงงๆ ว่าใครมาขอแอด(ว่ะ) เลยยังไม่ได้รับ ไม่เป็นไร รอต่อปายยย :)
- ตอนนี้เธอรับแอดแล้ว
- แต่สงสัยเธอคงจะจำไม่ได้ (เพราะเธอยอมรับตรงๆ) ซึ่งอันนี้ก็ไม่แปลก เพราะตอนนั้นเป็นแค่ผมฝ่ายเดียวเท่านั้น

บท สรุปของเรื่องนี้ – ผมไม่ได้ต้องการที่จะให้เป็นความรักของผู้หญิงผู้ชาย ผมก็มีครอบครัว มีภรรยาที่ผมรัก เขาก็มีครอบครัวที่น่ารัก ไม่ได้ต้องการจะไปวุ่นวายอะไร แค่อยากจะแชร์อารมณ์การได้กลับมามองเห็นรักครั้งแรกอีกครั้งให้เพื่อนๆ ได้อ่านนะครับ :)

 

เรื่องนี้ผมเขียนไว้ที่ Thaiseoboard เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2011 ครับ แค่อยากจะเอามารวบรวมไว้ในที่เดียวกันครับ

Recycle Bin IDEA กลับมาอีกครั้งแล้วครับ!!

สวัสดีทุกท่านอีกครั้งหนึ่งครับ!

รู้สึกตื่นเต้นและดีใจเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสนำเสนอ Blog เล็กๆ นี้อีกครั้ง

หลังจากที่หายไปเกือบสองปี

เนื่องจากพอผมเิริ่มเขียนหนังสือ ทำให้รู้สึกว่า มีเรื่องต่างๆ ที่ต้องทำอีกมากมาย ทำให้หลงลืม Blog เล็กๆ นี้ ที่เรียกได้ว่า เป็น Blog ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสเข้ามาสู่วงการนักเขียน จนปล่อยปละละเลยและไม่ได้ต่ออายุโดเมน Blog นี้มาเกือบสองปี

จนคืนหนึ่งที่มีเหตุให้ตื่นขึ้นมากลางดึก ในความมืดนั่น ผมนึกถึง Recycle Bin IDEA ขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ

และ ณ วินาทีนั้น ผมรู้สึกอยากจะปลุกปั้น Blog นี้กลับขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

Blog ที่เป็นพื้นที่ให้ผมเอาไว้ขุด ไอเดีย แนวคิด ประสบการณ์การดำเนินชีิวิต มุมมองต่อสังคมและโลกนี้ของผม มาเก็บรวมไว้เป็นที่เดียวกัน

หากคุณเคยติดตาม Blog นี้เมื่อสองปีก่อน อยากจะบอกคุณว่า “เพื่อนเก่าของคุณกลับมาแล้วครับ”

ขอฝากบล็อกนี้ไว้ในอ้อมใจทุกท่านด้วยนะครับ :)